277,489 ผู้เยี่ยมชม
เปลี่ยนภาษา -Translation



เข้าสู่ระบบ
User name

รหัสผ่าน



ไม่ได้เป็นสมาชิก?
คลิกที่นี่ เพื่อลงทะเบียน.

ลืมรหัสผ่าน?
ขอรหัสผ่านใหม่.
ความเป็นมาจีนนิกายมหายาน
สาระน่ารู้เกี่ยวกีบสุขภาพ
content
ฝากข้อความ
ชื่อ:

ข้อความ:

รหัสยืนยัน:


กรอกรหัสยืนยัน:



ยังไม่มีข้อความที่ส่งเข้ามา.
กำลังออนไลน์
· บุคคลทั่วไปออนไลน์: 1

· สมาชิกออนไลน์: 0

· สมาชิกทั้งหมด: 77
· สมาชิกใหม่: mtitsi109
สถิติการออนไลน์
บุคคลทั่วไป: 1
สมาชิก:
ไม่มีสมาชิกออนไลน์


สมาชิกที่ลงทะเบียน: 77
สมาชิกใหม่: mtitsi109

ใช้งานวันนี้: 26
ออนไลน์: 1
ออนไลน์ สูงสุด: 28
สูงสุด ต่อวัน: 651
เมื่อวาน: 106
เดือนนี้: 592
ทั้งหมด: 50869

24ช.ม.ที่ผ่านมา:
























ประวัติเทศกาลสารทจีน (ฉิกง่วยปั้ว)
ประวัติเทศกาลสารทจีน (ฉิกง่วยปั้ว)


               ตามปฎิทินจีนโบราณ ทุกวันที่ 15 เดือน 7 เป็นวันหรือเทศกาลสำคัญที่ตกทอดกันมาชาวไทยอย่างเราจะรู้จักกันว่า "วันสารทจีน" ซึ่งชาวจีนลัทธิเต๋าเรียกกันว่า " 中元节 จงเอวียนเจี๋ย" หากเป็นชาวจีนที่นับถือพุทธจะเรียกว่า “盂兰盆节 อวี๋หลันเผินเจี๋ย" และชาวบ้านชาวจีนจะเรียกกันติดปากว่าวัน "鬼节 กุ่ย เจี๋ย (วันผี)" ด้วยความสงสัยว่าในปัจจุบันชาวจีนเรียกวัน "สารทจีน"กันติดปากว่าอะไรกันบ้างน่ะ จึงได้สอบถามเพื่อนชาวจีนจำนวน 10 คนว่าวันนี้ (วันสารทจีน)ชาวจีนเรียกว่าอะไร คำตอบที่พบทำให้ต้องตกใจหงายหลังเพราะดันมีคำตอบที่มากกว่าที่กล่าวไว้ในข้างต้น บางคนเค้าก็บอกกันว่าเป็นวัน "七月节 ชีเอวี้ยเจี๋ย " บางคนก็บอกว่าเป็นวัน "七姐诞 ชีเจี่ยต้าน" บ้างก็ว่า "七月半鬼节 ชีเอวี้ยป้านกุ่ยเจี๋ย" ในที่สุดจึงได้ข้อสรุปมาว่า ส่วนใหญ่ชาวจีนจะเรียกวันสารทจีนโดยรู้กันทั่วประเทศว่า "鬼节 กุ่ยเจี๋ย (วัน ผี)" ซึ่งกล่าวกันได้ว่าเป็นภาษาพูด หากเป็นทางการจะเรียกว่าวัน" 中元节 จงเอวียนเจี๋ย" แต่ที่มีคำเรียกกันอย่างมากมายอาจเนื่องจากแต่ละเมืองอาจมีภาษาเรียกในท้อง ถิ่นที่แตกต่างหรือมีเรื่องเล่าที่สืบทอดต่อกันมาแตกต่างกันไปนั้นเอง
               วันสารทจีน ลูกหลานจะแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษโดยพิธีเซ่นไหว้ โดยหญิงที่แต่งงานแล้วไม่สามารถที่จะกลับมาไหว้บรรพบุรุษของตนเองนอกเสียจาก มีพ่อหรือแม่ของตนเสียชีวิตไปแล้วจึงสามารถกลับมาบ้านตนเองเพื่อกราบไหว้ได้ แต่หากพ่อหรือแม่ของฝ่ายหญิงที่แต่งงานแล้วยังไม่เสียชีวิต ฝ่ายหญิงก็ต้องไหว้บรรพบุรุษของบ้านสามีนั้นเอง (ข้อมูลตรงนี้ต้องขอขอบคุณเพื่อนชาวจีนของพี่จิ๋วชื่อสวี อ้ายจวี๋ ที่ให้ข้อมูลแนะนำมา) แหล่งที่มาจากบางที่กล่าวไว้ว่า เรื่องวันสารทจีนนี้ได้ไปปะปนกับเรื่องของพระโมคคัลลานะ ที่ช่วยมารดาให้พ้นจากนรก จึงมีความเชื่อว่าเป็นเวลาที่ประตูนรกนั้นได้ถูกเปิด เพื่อให้บรรดาภูตผีออกเร่ร่อนตามสถานที่ต่างๆ ชาวจีนจะมีการเซ่นไหว้เพิ่มขึ้นมาอีกพิธีหนึ่ง คือ ในตอนเช้าจะเซ่นไหว้เจ้าที่ และเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ตอนบ่ายจะเซ่นไหว้ผีไม่มีญาติ หรือบรรพบุรุษต้นตระกูลของชาวจีน ที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ไม่มีลูกหลานสืบสกุล แต่ในบางแห่งก็นิยมไหว้ในตอนเช้าด้วยเช่นกัน ประเพณีนี้ได้ยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนาน ในรอบหนึ่งปีชาวจีนจะมีไหว้เจ้าใหญ่ 8 ครั้ง การไหว้สารทจีนเป็นการไหว้ครั้งที่ 5 ตรงกับวันที่ 15 เดือน 7 ซึ่งถือกันว่าเป็นเดือนผี เป็นเดือนที่ประตูนรกปิดเปิด ให้ผีทั้งหลายมารับกุศลผลบุญได้

               วันสารทจีน ตามปฏิทินทางจันทรคติ เทศกาลสารทจีนจะตรงกับวันที่ 15 เดือน 7 ตามปฏิทินจีน เทศกาลสารทจีนถือเป็นวันสำคัญที่ลูกหลานชาวจีนจะแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ โดยพิธีเซ่นไหว้ และยังถือเป็นเดือนที่ประตูนรกเปิดให้วิญญาณทั้งหลายมารับกุศลผลบุญได้ โดยมีตำนานเล่าลือต่อๆกันมาถึง 2 ตำนานว่า........

               ตำนานที่ 1
               ตำนานนี้กล่าวไว้ว่าวันสารทจีนเป็นวันที่ เซ็งฮีไต๋ตี๋ (ยมบาล) จะตรวจดูบัญชีวิญญาณคนตาย ส่งวิญญาณดีขึ้นสวรรค์และส่งวิญญาณร้ายลงนรก ชาวจีนทั้งหลายรู้สึกสงสารวิญญาณร้ายจึงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ ดังนั้นเพื่อให้วิญญาณร้ายออกมารับกุศลผลบุญนี้จึงต้องมีการเปิดประตูนรก นั่นเอง

               ตำนานที่ 2
               ตามตำนานเล่ากันมาว่า ชายหนุ่มผู้หนึ่งมีชื่อว่า "มู่เหลียน" เป็นคนที่เคร่งครัดในพุทธศาสนามาก ผิดกับมารดาที่ เป็นคนใจบาปหยาบช้า เพราะไม่เคยเชื่อเรื่องสวรรค์ - นรก มีจริง ดังนั้นตลอดชีวิตของนางไม่ยอมทำบุญทานใด ๆ เลย มีอยู่ปีหนึ่งในช่วงกินเจ เดือนเก้านางเกิดความหมั่นไว้ผู้คนนุ่งขาวห่มขาวถือศีลกินเจ นึกอยู่ในใจว่าคนเหล่านี้ช่างงมงายสิ้นดี สวรรค์-นรก อยู่ที่ใจต่างหาก ไม่ได้อยู่ที่การกระทำสักหน่อย นางไม่เพียงแค่นึกเท่านั้น มิหนำซ้ำยังให้มู่หลียนบุตรชายของตนไปเชื้อเชิญผุ้ที่กินเจทั้งหลายมากิน อาหารที่บ้านโดยตนจะทำอาหารเจเลี้ยงหนึ่งมื้อ ผู้ที่กินเจต่างอนุโมทนาที่ทราบข่าวมารดามู่เหลียนเกิดศรัทธาในบุญกุศลเป็น ครั้งแรก จึงพากันให้เกียรติมากินอาหารเจที่บ้านของมู่เหลียน แต่หาทราบไม่ว่าในน้ำแกงเจ มีน้ำมันหมูเจอปนอยู่ การกระทำของมารดามู่เหลียน ครั้งนี้เป็นกรรมหนัก หลังจากที่ตายไปต้องไปตกนรกอเวจีขุมลึกที่สุดได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส ผู้ที่กินเจต่างอนุโมทนาที่ทราบข่าวมารดามู่เหลียนเกิดศรัทธาในบุญกุศลเป็น ครั้งแรก จึงพากันให้เกียรติมากินอาหารเจที่บ้านของมู่เหลียน แต่หาทราบไม่ว่าในน้ำแกงเจ มีน้ำมันหมูเจอปนอยู่ การกระทำของมารดามู่เหลียน ครั้งนี้เป็นกรรมหนัก หลังจากที่ตายไปต้องไปตกนรกอเวจีขุมลึกที่สุดได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส ฝ่ายมู่เหลียน มีความคิดถึงมารดามาก จึงได้ถอดกายทิพย์ลงไปในนรกภูมิ ถึงรู้ว่ามารดาของตนกำลังอดอยาก จึงป้อนอาหารแก่มารดาที่หิวโหย แต่ได้ถูกบรรดาผีที่อดอยากทั้งหลายพากันรุมแย่งไปกินหมด มีอยู่คราวหนึ่งเพิ่งจะป้อนข้าวเข้าปาก เม็ดข้าวสุกกลับ ลุกเป็นไฟเผาไหม้ริมฝีปากจนพอง ความกตัญญูและสงสารมารดาที่ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างสาหัส มู่เหลียนได้เข้าไปขอร้องพญาเหงี่ยมล่ออ๊อง (ท้าวมัจจุราช)ว่าตนจะขอรับโทษแทนมารดาของตนเอง แต่ก่อนที่มู่เหลียนจะถูกลงโทษด้วยการโนร่างลงไปต้มในกระทะทองแดง พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงมาโปรดไว้ทันท่วงที โดยกล่าวสดุดีที่มู่เหลียนมีความกตัญญูกตเวที แต่กรรมของผู้ใดก็ต้องเป็นของผู้นั้น จะออกพระพุทธเจ้าจึงมองคัมภีร์ผูกหนึ่งให้เพื่อเอาไว้ท่องเพราะถ้าท่อง คัมภีร์นี้แล้ว จะสามารถเรียกเซียนทุกทิศทางมาช่วยผู้มีพระคุณหลุดพ้นจากการ อดอยากและทุกข์ทรมานต่าง ๆ ได้ คัมภีร์นี้ชื่อว่า "คัมภีร์อิ๋วหลันเผิน" พระพุทธเจ้า ทรงแนะนำ ให้มู่เหลียน สวดมนต์ อิ๋วหลันเผินและถวายอาหารพิเศษทุกวันที่ 15 เดือน 7 ของทุกปี จึงจะสามารถช่วยมารดาของเขาให้พ้นโทษได้ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวจีนได้ถือปฏิบัติเป็นประเพณีนอกจากนี้ ยังมีการเซ่นไหว้ โดยการนำอาหารและกระดาษเงินไปวางไว้ที่หน้าบ้าน หรือตามทางแยกที่ไม่ไกลนัก ใช้เบนความสนใจของบรรดาสัมภเวสีที่กำลังจะผ่านมาใกล้เคหะสถานของ

               ตามปฏิทินจีนโบราณ เดือน 7 ถือเป็นเดือนสำคัญที่ลูกหลานจะแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษโดยพิธีเซ่นไหว้ หญิงที่แต่งงานแล้วต้องกลับมาเซ่นไหว้ที่บ้านเดิม ต่อมาเรื่องนี้ได้ไปปะปนกับเรื่องของพระโมคคัลลานะ ที่ช่วยมารดาให้พ้นจากนรก จึงมีความเชื่อว่าเป็นเวลาที่ประตูนรกนั้นได้ถูกเปิด เพื่อให้บรรดาภูติผีออกเร่ร่อนตามสถานที่ต่างๆ ชาวจีนจะมีการเซ่นไหว้เพิ่มขึ้นมาอีกพิธีหนึ่ง คือ ในตอนเช้าจะเซ่นไหว้เจ้าที่ และเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ตอนบ่ายจะเซ่นไหว้ผีไม่มีญาติ หรือบรรพบุรษต้นตระกูลของชาวจีน ที่ล่วงลับไปแล้วแต่ไม่มีลูกหลานสืบสกุล แต่ในบางแห่งก็นิยมไหว้ในตอนเช้าด้วยเช่นกัน ประเพณีนี้ได้ยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมายาว
               ในรอบหนึ่งปีชาวจีนจะมีไหว้เจ้าใหญ่ 8 ครั้ง เรียกว่าไหว้ 8 เทศกาลโป๊ะโจ่ย การไหว้สารทจีนเป็นการไหว้ครั้งที่ 5 ตรงกับวันที่ 15 เดือน 7 ซึ่งถือกันว่าเป็นเดือนผี เป็นเดือนที่ประตูนรกปิดเปิด ให้ผีทั้งหลายมารับกุศลผลบุญ
               ประตูนรกจะปิดในวันที่ 30 เดือน 7 เป็นเวลา 1 เดือน เมื่อบรรดาผีเปรตนรกที่หิวโหยเหล่านี้ออกมาถึงโลกมนุษย์ ก็พยายามเสาะแสวงหาอาหารกินเพื่อประทังความหิว จึงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่ทำการเซ่นไหว้ดวงวิญญาณเหล่านี้ สมัยเริ่มแรก มนุษย์ไม่ว่าผู้ดีมีจนต่างพยายามเซ่นไหว้ผีเปรตเหล่านี้เป็นเวลาทุกๆวัน ที่ประตูนรกยังเปิดอยู่ ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองมาก ต่อมาจึงเริ่มเปลี่ยนมาเป็นเซ่นไหว้กันทีละครัวเรือนสองครัวเรือน หรือเซ่นไหว้หมุนเวียนกันไป ตามหมู่บ้านต่างๆ ได้จัดเป็นเวรให้แต่ละครอบครัวผลัดเปลี่ยนกันเซ่นไหว้จนครบกำหนด 1 เดือน ประตูนรกปิดก็เป็นอันจบพิธี เมื่อไหว้ไปนานวันเข้า มนุษย์ก็รู้สึกถึงความสิ้นเปลืองและความเหนื่อยยากในการเซ่นไหว้ จึงได้มีการรวบรวมพิธีการเซ่นไหว้ทั้งหมดมาเป็นแค่วันเดียว เป็นวันที่ 15 เดือน 7 เป็นธรรมเนียมและพิธีการมาจนกระทั่งปัจจุบัน ดังนั้นวันที่ 15 เดือน 7 จึงเป็นวันที่เช็งฮีไต๋ตี๋จะตรวจดูบัญชีวิญญาณคนตาย ส่งวิญญาณดีขึ้นสวรรค์ และส่งวิญญาณร้ายลงนรก

การไหว้ในเทศกาลสารทจีนแบ่งการไหว้ออกเป็น 3 ชุด


               1. ชุดสำหรับไหว้เจ้าที่

               จะไหว้ในตอนเช้า มีอาหารคาวหวาน ขนมที่ไหว้ก็ขนมถ้วยฟู กุยช่าย ส่วนขนมไหว้พิเศษที่ต้องมีซึ่งเป็นประเพณีของสารทจีนคือขนมเทียน ขนมเข่ง ซึ่งต้องแต้มจุดสีแดงไว้ตรงกลาง เนื่องจากชาวจีนมีความเชื่อที่ว่าสีแดงเป็นสีแห่งความเป็นศิริมงคล นอกจากนั้นก็มีผลไม้ น้ำชา หรือเหล้าจีน และกระดาษเงินกระดาษทอง เช่น กระดาษอ่วงป้อ ตั่วกิม งิ่งเตี่ย เทียนเถ่าจี้ กิมเต้าหงึ่งเต้า การไหว้เจ้าที่ จะไหว้ก่อนในตอนเช้า เผากระดาษเงินกระดาษทองจนเรียบร้อย สายๆ จึงตั้งโต๊ะไหว้บรรพบุรุษและไหว้ฮ้อเฮียตี๋ บางบ้านนิยมไหว้ตอนบ่าย ถ้าไหว้พร้อมกัน ให้ตั้งโต๊ะแยกจากกัน แต่เผากระดาษเงินกระดาษทองร่วมกันได้


               2. ชุดสำหรับไหว้บรรพบุรุษ

               คล้ายของไหว้เจ้าที่ พร้อมด้วยกับข้าวที่ บรรพบุรุษชอบ ตามธรรมเนียมต้องมีน้ำแกง หรือขนมน้ำใสๆ วางข้างชามข้าวสวย และน้ำชา จัดชุดตามจำนวนของบรรพบุรุษ ถ้าเป็นคนมีฐานะก็นิยมไหว้โหงวแซ คือมี เป็ด ไก่ หมู ตับ ปลา พร้อมด้วยกับข้าวอีกหลายอย่าง แล้วแต่ว่าจะจัดที่บรรพบุรุษชอบ หรือจะจัดแบบที่ลูกหลานคนที่ได้กินจริงชอบ แต่ตามธรรมเนียมการไหว้บรรพบุรุษ ต้องมีของน้ำสำหรับซดให้คล่องคอ จะเป็นน้ำแกงก็ได้ หรือเป็นขนม น้ำใส ๆ เช่น อี๊ (คือขนมบัวลอย) ก็ได้ วางเคียงกับชามข้าวสวยและน้ำชา ของหวานก็มี ขนมเข่ง ขนมเทียน ผลไม้ และกระดาษเงินกระดาษทอง ที่ขาดไม่ได้ก็คือ ขนมเข่ง ขนมเทียน ผลไม้ และกระดาษเงินกระดาษทอง

               3. ชุดสำหรับไหว้วิญญาณเร่ร่อนหรือวิญญาณไม่มีญาติ

               วิญญาณเร่ร่อนหรือวิญญาณไม่มีญาติ เรียกว่า ไป๊ฮ๊อเฮียตี๋ แปลว่า ไหว้พี่น้องที่ดี เป็นการสะท้อนความสุภาพและให้เกียรติของคนจีน เรียกผีไม่มีญาติว่าพี่น้องที่ดีของเรา โดยการไหว้จะไหว้นอกบ้านของไหว้จะมีทั้งของคาวหวานและผลไม้ตามต้องการและที่ พิเศษคือมีข้าวหอมแบบจีนโบราณ คอปึ่ง เผือกนึ่งผ่าซีกเป็นเสี้ยวใส่ถาด เส้นหมี่ห่อใหญ่ เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทองแบบเฉพาะ ที่เรียกว่า อ่วงแซจิว จัดทุกอย่างวางอยู่ด้วยกันสำหรับเซ่นไหว้

               ในสมัยโบราณชาวจีนใช้ขนมไหว้ 5 อย่าง เรียกว่า โหงวเปี้ย หรือเรียกชื่อเป็นชุดว่า ปัง เปี้ย หมี่ มั่ว กี
               • ปัง คือขนมทึงปัง เป็นขนมที่ทำมาจากน้ำตาล
               • เปี้ย คือขนมหนึงเปี้ย คล้ายขนมไข่
               • หมี่ คือขนมหมี่เท้า ทำมาจากแป้งข้าวเจ้าข้างในไส้เต้าซา
               • มั่ว คือขนมทึกกี่ เป็นขนมข้าวพองสีแดงตรงกลางมีไส้เป็นแผ่นบาง
               • กี คือขนมทึงกี ทำเป็นชิ้นใหญ่ยาวเวลาจะกินต้องตัดเป็นชิ้นเล็กๆ

               เนื่องจากที่เมืองไทยหาส่วนผสมที่ใช้ทำขนมทั้งห้านี้ไม่ได้ครบถ้วน จึงงดไป แล้วเปลี่ยนมาเป็นการไหว้ขนมเข่ง ขนมเทียน ในการไหว้เทศกาลสารทจีนแทน ในธรรมเนียมปัจจุบัน ทั้งคนไทยเชื้อสายจีน และคนไทยแท้ๆก็พากันไหว้สารทจีนกันด้วย บางบ้านก็ไหว้แต่เจ้าที่ บางบ้านก็ไหว้เจ้าที่และบรรพบุรุษ บางบ้านก็ไหว้ทั้งเจ้าที่ บรรพบุรุษและไหว้ผี แสดงให้เห็นความกลมกลืนกันของวัฒนธรรมไทยจีน และดัดแปลงเข้ากับสภาพของคนไทยเองด้วย โดยหลักของที่ไหว้ก็จะมี ของคาว 3 หรือ 5 อย่าง เช่น ไก่ หมู เป็ด ไข่ หมึก ปลา เป็นต้น ของหวาน 3 หรือ 5 อย่าง เช่น ขนมเทียน ขนมมัดไต้ ขนมถ้วยฟูหรือขนมสาลี่ปุยฝ้าย ขนมเปี๊ยะ ส้ม หรือผลไม้ตามใจชอบ

               แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ประเพณีที่สืบทอดกันมาแม้จะไม่ได้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามประเพณีเดิม แต่ประเพณีการไหว้ก็ทำให้ผู้คนมีกิจกรรมในการทำความดีอันก่อให้เกิดความเป็น ศิริมงคล โดยการเซ่นไหว้ระลึกถึงบรรพบุรุษและนำอาหารที่เซ่นไหแล้วมา เลี้ยงฉลองหรือบริจาคแก่คนอื่นๆต่อไป ซึงก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องดีๆในสังคมของเรา
อ่วงแซจิ่ว กับ วันสาร์ทจีน

               อ่วง แซจิ่ว หรือใบเบิกทางใช้เผาเป็นใบเบิกทางไปสวรรค์สำหรับผู้ตาย เป็นกระดาษสีเหลืองมีอักษรจีนสีแดงเป็นวงกลม ชาวจีนเชื่อถือว่าเป็นคัมภีร์ของโมกข์คลาสารีบุตรผู้ท่องแดนภพภูมิ 15 ชั้น เพื่อจะพบมารดาผู้ตกอยู่ในนรกภูมิและได้โปรดสัตว์ในนรกภูมิ 15 ชั้น อวงแซจี้ ในส่วนของคณะสงฆ์จีนนิกายแห่งประเทศไทย จะเป็นกระดาษสีเหลือง ภายในจารึกอักษรสันสกฤต และทิเบต ด้วยสีแดง เป็นคาถา หรือธารณี ของพระอมิตาภะพุทธเจ้า มุมทั้งสี่ด้านเป็นรูปดอกบัวเล็ก ส่วนอีกมุมด้านล่างเป็นดอกบัวใหญ่ และมีชื่อของวัดแต่ละวัดจารึกไว้ด้วย อวงแซจี้ ก่อนที่จะนำไปใช้ต้องผ่านการกระทำพิธีพุทธาภิเสก ด้วยการสวดจุลสุขาวดีสุตร และสวดคาถาจุติสุขาวดี 108 จบเป็นเวลา 7 วัน ก่อนถึงจะนำไปใช้ได้ ซึ่งในการทำอวงแซจี้นั้นจะต้องโยงด้ายสายสิญไปผูกกับพระศรีศากยะมุนี พุทธเจ้า และพระอมิตาภะพุทธเจ้า และพระอวโลกิเตศวร ปางดุ (ไต่สือเอี้ย) ลัทธิเต๋าเป็นผู้ที่ได้รับคัมภีร์นี้จึงเผยแผ่แก่พุทธมหายานจนทุกวันนี้ ผู้ที่ใช้ไหว้บรรพบุรุษนั้นเพื่อจะให้อยู่สุขสบายในภพภูมิหรือเป็นใบบอกผ่าน ทางระหว่างลกมนุษย์กับภพภูมิเพื่อจะมาเยี่ยมลูกหลาน


***ข้อมูลผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ.ที่นี้ด้วย ***



สำนักสงฆ์สุธรรม (เฮี่ยงจงเจงเสี่ย)
354 หมู่บ้านเศรษฐกิจ ซอย 10 บางแคเหนือ กทม 10160
โทร 02-4211236 Fax 02-4210341
Antispam
Power By พงศ์กรณ์ อุ่นสกุลรัตน์ แสดงผลในเวลา: 0.14 วินาที Admin from เบนซ์