277,490 ผู้เยี่ยมชม
เปลี่ยนภาษา -Translation



เข้าสู่ระบบ
User name

รหัสผ่าน



ไม่ได้เป็นสมาชิก?
คลิกที่นี่ เพื่อลงทะเบียน.

ลืมรหัสผ่าน?
ขอรหัสผ่านใหม่.
ความเป็นมาจีนนิกายมหายาน
สาระน่ารู้เกี่ยวกีบสุขภาพ
content
ฝากข้อความ
ชื่อ:

ข้อความ:

รหัสยืนยัน:


กรอกรหัสยืนยัน:



ยังไม่มีข้อความที่ส่งเข้ามา.
กำลังออนไลน์
· บุคคลทั่วไปออนไลน์: 3

· สมาชิกออนไลน์: 0

· สมาชิกทั้งหมด: 77
· สมาชิกใหม่: mtitsi109
สถิติการออนไลน์
บุคคลทั่วไป: 3
สมาชิก:
ไม่มีสมาชิกออนไลน์


สมาชิกที่ลงทะเบียน: 77
สมาชิกใหม่: mtitsi109

ใช้งานวันนี้: 26
ออนไลน์: 3
ออนไลน์ สูงสุด: 28
สูงสุด ต่อวัน: 651
เมื่อวาน: 106
เดือนนี้: 592
ทั้งหมด: 50869

24ช.ม.ที่ผ่านมา:
























การอุบัติของมหายาน
การอุบัติของมหายาน


               การอุบัติของพุทธศาสนานิกาย “มหายาน” ถือกันว่าเป็นวิวัฒนาการที่กว้างไกล และมีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนา ความคิดความเชื่อหลักของมหายานที่ว่า “พระโพธิสัตว์คือสัญลักษณ์ของความเมตตากรุณา อันสัตว์โลกทั้งผองพึงบำเพ็ญและปฏิบัติต่อกัน” นั้น เป็นความคิดความเชื่อที่จูงใจ และครองใจคน ไม่เฉพาะในอินเดียเท่านั้น ทว่าในทวีปเอเชียทั้งหมดเลยก็ว่าได้ พุทธศาสนาแบบ “เถรวาท” หรือ “หินยาน” ได้เจริญแพร่หลายไปยังเอเชียตะวันตก (ตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าอโศก) แต่ต่อมาพุทธศาสนาแบบมหายาน ได้เข้าไปครองแทนที่ และได้แผ่ขยายไปถึงทิเบต จีน มองโกเลีย เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม ฯลฯ
               คำสอนและอุดมการณ์ของมหายานตั้งอยู่บนรากฐานแห่งความเชื่อในองค์พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ (ผู้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า) อีกทั้งเทพและเทพีหลายองค์ เช่น อมิตาภะ อวโลกิเตศวร หรือปัทมปาณิ มัญชุศรี สมันตภัทรหรือจักรปาณิ อักโษภัย ไวโรจน รัตนสมภพ อโมฆสิทธิ มหาสถามไมเตรยะหรืออริยเมตไตรย์ ไภษัชราช อากาศครภ วัชรปาณิ ตารามารีจี ฯลฯ
               อันที่จริงแล้วพระนามของพระโพธิสัตว์เหล่านี้เป็นนามธรรมของคุณสมบัติ เช่น อวโลกิเตศวร เป็นนามธรรมของความเมตตากรุณา มัญชุศรี เป็นนามธรรมของสติปัญญา ฯลฯ แต่ก็เช่นเดียวกับคำสอนในศาสนาทั้งหลาย เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไป ผู้คนพากันหลงลืมนามธรรม แต่กลับไปยึดมั่นในรูปธรรม กล่าวคือไม่นำพาต่อคุณสมบัติ เช่น ความเมตตากรุณา ทว่าไปยึดมั่นในรูปสมบัติ เช่น อวโลกิเตศวร คือความเมตตากรุณา แต่ได้รับการสมมติให้มีตัวตนเป็นพระโพธิสัตว์ มีฐานะเท่ากับเทพเจ้าองค์หนึ่ง และเมื่อเป็นเทพเจ้าก็ต้องได้รับการบูชากราบไหว้ เซ่นสรวงเอาใจเหมือนเทพเจ้าทั่วไป ด้วยเหตุนี้จึงมีการรจนาบทกราบไหว้สดุดีที่มีชื่อในภาษาสันสกฤต (พุทธศาสนานิกายมหายาน ใช้ภาษาสันสกฤตแทนภาษาบาลี ซึ่งใช้ในนิกายเถรวาทหรือหินยาน) ว่า สฺโตตฺร บ้าง ธารณี บ้าง สฺตวและมนฺตร (มนตร์) บ้าง พร้อมกันนั้นก็มีการกำหนดพิธีกรรมต่าง ๆ ตามฐานานุรูปของเทพเจ้า และนี่คือที่มาของ “คาถา” หรือ “มนตร์” (คำเป่าเสกที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์) เช่น “โอม มณี ปทฺเม หุมฺ” (โอมดวงแก้วเกิดในดอกบัว) ของชาวพุทธทิเบต หรือ “นโม โฮ เรง เก โกยฺ” ของชาวพุทธญี่ปุ่น (นิกายนิจิเรน) ฯลฯ มหายานเชื่อว่า ด้วยการท่องบ่น “คาถา” หรือ “มนตร์” อันศักดิ์สิทธิ์สั้น ๆ เช่นนี้ มนุษย์จะบรรลุความหลุดพ้นจากการเวียนเกิดเวียนตาย (นิพพาน) ได้ เมื่อเทพเจ้าทั้งชายหญิงเกิดขึ้นมากมายพร้อมกับพิธีกรรมเซ่นสรวงอันละเมียด ละไมเช่นนี้ บรรดาสมณะหรือภิกษุสงฆ์ก็พากันหันมาสนใจในการประกอบพิธีกรรมเหล่านี้มากยิ่ง ขึ้น จนการศึกษาพระธรรมวินัย ตลอดจนการบำเพ็ญศีลภาวนาหย่อนยานลงไปเป็นเงาตามตัว เราต้องไม่ลืมว่า การประกอบพิธีกรรมเซ่นสรวงนานาชนิดนั้น นำมาซึ่งลาภสักการะอย่างมากและง่ายดาย
               ด้วยประการฉะนี้ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๔ ถึงที่ ๗ พุทธศาสนาในอินเดียจึงกลายเป็นศาสนาแห่งพิธีกรรม แทนที่จะเป็นศานาแห่งการค้นคว้าทางปัญญาและเหตุผล อันเป็นวัตถุประสงค์ และเป้าหมายเดิม ของพระโคดมพระพุทธเจ้า หลวงจีนฮวนฉ่าง (หรือยวนจ่าง) นักจาริกแสวงบุญจากประเทศจีน ผู้เดินทางไปสืบพระพุทธศาสนาในอินเดีย ใน ค.ศ. ๖๒๙ ในรัชสมัยพระเจ้าหรรษวรรธนะ ซึ่งครองราชย์อยู่ ณ นครอุชไชน (Ujjain) ได้บันทึกไว้ในรายงานการเดินทางของท่านเกี่ยวกับพิธีกรรมทางมหายานอย่างใหญ่ หลวง เช่นเดียวกับพระเจ้าอโศกมหาราชทรงทะนุบำรุงพุทธศาสนานิกายเถรวาทก่อนหน้า นั้น และนี้เองเป็นเหตุให้พุทธศาสนานิกายมหายานรุ่งเรือง และแผ่ไพศาลอย่างกว้างไกล ในอินเดีย ในยุคหลังจากพระเจ้าอโศกมหาราช
สำนักสงฆ์สุธรรม (เฮี่ยงจงเจงเสี่ย)
354 หมู่บ้านเศรษฐกิจ ซอย 10 บางแคเหนือ กทม 10160
โทร 02-4211236 Fax 02-4210341
Antispam
Power By พงศ์กรณ์ อุ่นสกุลรัตน์ แสดงผลในเวลา: 0.04 วินาที Admin from เบนซ์