277,497 ผู้เยี่ยมชม
เปลี่ยนภาษา -Translation



เข้าสู่ระบบ
User name

รหัสผ่าน



ไม่ได้เป็นสมาชิก?
คลิกที่นี่ เพื่อลงทะเบียน.

ลืมรหัสผ่าน?
ขอรหัสผ่านใหม่.
ความเป็นมาจีนนิกายมหายาน
สาระน่ารู้เกี่ยวกีบสุขภาพ
content
ฝากข้อความ
ชื่อ:

ข้อความ:

รหัสยืนยัน:


กรอกรหัสยืนยัน:



ยังไม่มีข้อความที่ส่งเข้ามา.
กำลังออนไลน์
· บุคคลทั่วไปออนไลน์: 2

· สมาชิกออนไลน์: 0

· สมาชิกทั้งหมด: 77
· สมาชิกใหม่: mtitsi109
สถิติการออนไลน์
บุคคลทั่วไป: 2
สมาชิก:
ไม่มีสมาชิกออนไลน์


สมาชิกที่ลงทะเบียน: 77
สมาชิกใหม่: mtitsi109

ใช้งานวันนี้: 28
ออนไลน์: 2
ออนไลน์ สูงสุด: 28
สูงสุด ต่อวัน: 651
เมื่อวาน: 106
เดือนนี้: 594
ทั้งหมด: 50871

24ช.ม.ที่ผ่านมา:
























ประวัติพระโพธิสัตว์

ประวัติพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ของมหายาน

พระศากยมุนีพุทธเจ้า
(本師釋迦牟尼佛)


       ๑. พระศากยมุนีพุทธเจ้า (本師釋迦牟尼佛)
               พระศากยมุนีพุทธเจ้า ของทางฝ่ายมหายานออกเสียงพระนามทับศัพท์ว่า เสก เกีย(釋迦) คือ ศากยะ และ เมา นี( 牟尼) คือ มุนี รวมเป็นศากยมุนี ซึ่งก็คือพระมหาสมณโคดม หรือเจ้าชายสิทธัตถะ ที่ ประสูติในสวนลุมพินีวัน ประเทศอินเดีย(ปัจจุบันอยู่ในอาณาเขตของประเทศเนปาล) ตรัสรู้ใต้ร่มโพธิพฤกษ์ ริม แม่น้ำเนรัญชรา(พุทธคยา) และเสด็จดับขันธ์สู่ห้วงมหาปรินิพพานใต้ควงไม้สาละ ที่เมืองกุสินาราพระองค์เดียวกัน กับพระพุทธเจ้าทางฝ่ายเถรวาทเรา พระองค์ทรงประกาศพระศาสนาเพื่อยังประโยชน์แก่สรรพสัตว์ทั้งปวง ซึ่งพอจะ สรุปคำสอนได้ว่า “การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ ธรรม ๓ อย่างนี้ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย” พระพุทธองค์ทรงยังประโยชน์และตรัสแสดงพระธรรมเทศนาแบ่งเป็น ๓ หมวด หรือพระไตรปิฏกอันมี ๑.พระวินัยปิฏก ๒.พระอภิธรรมปิฏก และ ๓.พระสุตตันตปิฏก(พระสูตร) แบ่งย่อย เป็นข้อธรรม ๘๔,๐๐๐ หมวดด้วยกัน ซึ่งล้วนแต่เป็นอุบายธรรมที่ใช้ขัดเกลาสรรพสัตว์ที่เหมาะสมแต่ละบุคคล พระศากยมุนีพุทธเจ้า ตามแบบมหายานโดยมากจะทรงถือดวงแก้วมณีที่พระหัตถ์ซ้าย ซึ่งจะวาด เป็นสีแดง และพระหัตถ์ขวาจะทรงท่ารัตนตรัยมุทรา หรือท่าประทานเทศนา หรือประทานพร อันสาธุชนสามารถ ศึกษาพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ได้ตามฉบับของฝ่ายเถรวาท
       วันคล้ายวันพุทธสมภพคือ วันที่ ๘ เดือน ๔ จีน
       วันคล้ายวันเสด็จออกผนวชคือ วันที่ ๘ เดือน ๒ จีน
       วันคล้ายวันทรงตรัสรู้พระโพธิญาณคือ วันที่ ๘ เดือน ๑๒ จีน
       วันคล้ายวันเสด็จดับขันธปรินิพพานคือ วันที่ ๑๕ เดือน ๒ จีน

พระอมิตาภะพุทธเจ้า
(阿彌陀佛)


       ๒. พระอมิตาภะพุทธเจ้า (阿彌陀佛)
               พระอมิตาภะพุทธเจ้า แปลว่า พระพุทธเจ้าผู้มีแสงรัศมีเปล่งประภาสออกมาไม่มีประมาณ (無量光佛, 無邊光佛) ทรงมีอีกพระนามคือ พระอมิตายุพุทธเจ้า แปลว่า พระพุทธเจ้าผู้มีอายุขัยยาวนานไม่มีประมาณ (無量壽佛) แต่สาธุชนนิยมเอ่ยพระนามของพระองค์แบบทับศัพท์ว่า ออ มี ท้อ ฮุก(阿彌陀佛) แปลว่า พระอมิตาพุทธเจ้า ซึ่งคำว่า “อมิตา” แปลว่าไม่มีประมาณ เข้าใจว่าเป็นการเรียกขานพระนามของพระพุทธองค์ในความหมายทั้ง ๒ คือ ๑.แสงรัศมีไม่มีประมาณ ๒. อายุขัยไม่มีประมาณ
               พระสูตรของมหายานกล่าวว่า “หากผู้ใดภาวนาพระนามของพระองค์อย่างแน่วแน่ตลอดเวลา ๑ วัน ๒ วัน ๓ วัน จนถึงตลอด ๗ วัน ๗ คืน เวลาใกล้จะสิ้นใจพระอมิตาภะพุทธเจ้าพร้อมด้วยอริยบริษัทจะเสด็จมารับดวงวิญญาณของผู้นั้นไปเกิดยังดินแดนสุขาวดีอันสุขารมณ์” อันแดนสุขาวดี(極樂世界)นี้ เป็นชื่อเฉพาะของพุทธเกษตรหรือดินแดนของพระอมิตาภะพุทธเจ้า ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของโลกเรานี้ห่างออกไปไกลแสนไกล พระสูตรกล่าวว่า แดนสุขาวดีเป็นสถานที่สวยงามวิจิตรที่สุดยิ่งกว่าแห่งใดๆ ทั้งทศทิศ ผู้ที่ได้เกิดยังโลกแห่งนั้นจะเป็นผู้ปราศจากทุกข์ภัยทั้งปวง จะได้ฟังธรรมเทศนาจากพระอมิตาภะและพระมหาโพธิสัตว์ต่างๆ อย่างใกล้ชิดจนตนเองได้สำเร็จเป็นพระโพธิสัตว์ แล้วกลับมาช่วยเหลือสรรพสัตว์อื่นๆ ต่อไป การจะได้ไปเกิดก็ไม่ยากเพียงระลึกถึงพระอมิตาภะพุทธเจ้าโดยการสวด พระนามของพระองค์โดยสม่ำเสมอว่า “นำ มอ ออ มี ท้อ ฮุก” (南無阿彌陀佛) และเพียรประกอบกุศลกรรมความดีงามทั้งปวง กตัญญูรู้คุณ ฯลฯ พร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานมุ่งไปเกิดยังพุทธเกษตรของพระองค์ด้วยความตั้งมั่น
               อันผู้ที่ไปเกิดยังแดนสุขาวดีนั้น จะได้เสวยความสุขารมณ์ที่ละเอียดอ่อนยิ่งกว่าสวรรค์ชั้นพรหมและแดนสุขาวดีนั้นก็มีความวิจิตรงดงามยิ่งกว่าที่ประทับของพระศิวะเจ้าอีก ซึ่งคุณสมบัติของแดนพุทธเกษตรของ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์นั้น ผู้ที่มีจิตมุ่งมั่นไปอุบัติ หากแม้นได้หมั่นเพียรบำเพ็ญจนได้ไปอุบัติสมปรารถนาแล้ว ก็ จะเป็นผู้ที่ไม่ต้องหวนกลับมาสู่ภพภูมิเบื้องต่ำอีก ซึ่งต่างกับการไปเกิดบนสวรรค์ชั้นกามภูมิ หรือพรหมภูมิชั้นต่างๆ ที่หากสิ้นบุญเมื่อใดก็จะต้องหวนกลับมาสู่ภูมิเบื้องต่ำเช่นเกิดเป็นมนุษย์บ้าง เดรัจฉานบ้าง เปรตบ้าง สัตว์นรกบ้าง ตามแรงกรรมเฉพาะตน
               พระปฏิมาหรือภาพวาดของพระองค์จะประดิษฐานอยู่เบื้องขวาของพระศากยมุนีพุทธเจ้า พระอมิตาภะพุทธเจ้าจะทรงมีปัทมบัลลังก์อยู่บนพระหัตถ์ที่ประสานกันในท่าสมาธิ บางแห่งจะทรงแบพระหัตถ์ขวาออกมา เบื้องหน้าแสดงกิริยารับดวงวิญญาณของสรรพสัตว์ที่ประกอบกุศลพร้อมกับระลึกถึงพระองค์ไปเกิดยังแดนสุขาวดี
       วันคล้ายวันพุทธสมภพคือ วันที่ ๑๗ เดือน ๑๑ จีน

พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต
(藥師琉璃光如來)


       ๓. พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต (藥師琉璃光如來)
               พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต มาทางจีนจะแปลความหมายของพระองค์ว่า เอียะ ซือ หยูไล(藥師如來) หากจะแปลทับศัพท์ก็คือ ปี ซา แซ ลิว ลู เผก ลิว ลี ปอ ลา พอ ออ ลา แซ แย (鞞殺 社窶嚕薜琉璃鉢喇婆喝囉闍也)เพราะหากจะแปลทับศัพท์แล้วจะมิอาจทราบได้เลยว่าคือพระพุทธเจ้าพระองค์ใด พระนามของพระองค์มีความหมายว่า ไภษัชย (藥) คือ ยา,โอสถรักษาโรค คุรุ (師) คือ ครูอาจารย์,ผู้เชี่ยวชาญ ไวฑูรย(琉璃) คือ แก้วรัตนะชนิดหนึ่งมีสีน้ำเงินใส ไทยเรียกว่า ไพฑูรย์ประภา(光) คือ แสงรัศมีที่ส่องสว่าง ตถาคต(如來) คือ คำเรียกหมายถึงพระผู้เสด็จมาแล้วด้วยดีอย่างนั้นซึ่งหมายถึงการเรียกขานพระพุทธเจ้า คล้ายๆกับการเรียกว่าพระพุทธเจ้า (佛) พระโลกนาถ(世尊) เป็นต้นสรุปความหมายพระนามโดยรวมคือ “พระตถาคตเจ้าผู้เป็นคุรุผู้เชี่ยวชาญทางโอสถรักษาโรค ผู้มีแสงรัศมีสีน้ำ เงินบริสุทธิ์ประดุจแก้วไวฑูรย์”
               พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าทรงมีพุทธเกษตรของพระองค์เองอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ของโลกเราแห่งนี้ออกไปไกลแสนไกลชื่อว่า “ศุทธิไวฑูรย์”(淨琉璃世界) ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับแดนสุขาวดีที่อยู่ทางทิศ ตะวันตก ในพระสูตรบรรยายว่าดินแดนของพระองค์นั้นมีความสวยงามอลังการและวิเศษเสมือนกับแดนสุขาวดี ทุกประการมิแตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย ผู้ที่ไปเกิดก็จะปราศจากความทุกข์ทรมานทั้งปวง ทั้งจะเป็นผู้มิเสื่อมถอย จากกุศลและภูมิธรรม จะได้บำเพ็ญตนสำเร็จเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อกลับมาช่วยสรรพสัตว์ จนสำเร็จพระพุทธมรรค ได้ยังศุทธิไวฑูรย์พุทธเกษตรแห่งนั้น การจะไปเกิดก็โดยการตั้งปณิธานอธิษฐานจิตต่อพระองค์ และประกอบกุศล กรรมบำเพ็ญธรรมดีงามเพื่อมุ่งไปเกิด พร้อมกับการภาวนาพระนามของพระองค์โดยสม่ำเสมอว่า ขอนอบน้อมแด่ พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต เป็นจีนว่า นำ มอ หยก ซือ ลิว ลี กวง ยู ไล (南無藥師琉璃光如 來) หรือ ขอนอบน้อมแด่พระนิรันตรายจิรายุวัฒนาไภษัชยคุรุพุทธเจ้า เป็นจีนว่า นำ มอ เซียว ไจ เอียง ซิว หยก ซือ ฟู (南無消災延壽藥師佛) ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ที่หมั่นภาวนามีสุขภาพแข็งแรง อายุมั่นขวัญยืน มิต้องประสบกับโรคร้ายเบียดเบียนทั้งโรคกรรมโรคปีศาจทั้งปวง ให้ได้สมหวังดังปรารถนาทุกประการ
               พระปฏิมาของพระองค์จะประดิษฐานทางเบื้องซ้ายของพระศากยมุนีพุทธเจ้า ทรงถือรัตนเจดีย์หรือบาตรบรรจุทิพยโอสถ หรือบ้างก็ถือแจกันในพระหัตถ์ที่ประสานกันในท่าสมาธิ บางแห่งจะให้แบพระหัตถ์ขวา ออกในกิริยารับดวงวิญญาณไปเกิด ธิเบตจะถือต้นยาวิเศษชื่อ “อคทะ” ทางจีนจะถือเห็ดหลินจือ โบราณเชื่อว่าเป็นของหายากที่สุดและเป็นยาอายุวัฒนะของเซียน หากเป็นภาพวาดของธิเบตจะวาดพระวรกายของพระองค์เป็นสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งพระกริ่งที่นิยมกันแพร่หลายในประเทศไทยก็คือพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้านั่นเอง
               
       วันคล้ายวันพุทธสมภพคือ วันที่ ๓๐ เดือน ๙ จีน

พระมัญชุศรีโพธิสัตว์
(文殊師利菩薩)



       ๔. พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ (文殊師利菩薩)
               พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ มีความหมายว่า ประเสริฐยิ่ง มงคลยิ่ง (妙吉祥) สวยงามยิ่ง พระองค์ เป็นองค์แทนของพระมหาปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าทั้งปวง ทั้งทรงมีหลายพระนามเช่น มัญชุโฆษ(五字文 殊) มัญชุกุมารภูตะ(文殊童子) มัญชุศรีธรรมราชกุมาร(文殊法王子) มหามติโพธิสัตว์ (大智 菩薩) เป็นต้น พระองค์ทรงปรากฏอยู่ในพระสูตรต่างๆ มากมายในฐานะของผู้อาราธนาพระพุทธเจ้าให้แสดง ธรรมเทศนา หรือเป็นผู้บรรยายธรรม หรือโต้ธรรมกับพระโพธิสัตว์ด้วยกัน หรือกับพระอรหันตสาวก มหายานจะ บูชาพระองค์ท่านเพื่อความมีสติปัญญาดี รู้แจ้งแทงตลอดในอรรถธรรมที่ลึกซึ้ง เพราะว่าพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ทรง เป็นมหาโพธิสัตว์ชั้นสูง ทรงเป็นอาจารย์ของพระพุทธเจ้าทั้งปวง กล่าวคือพระมัญชุศรีทรงสั่งสอนและชี้แนะ แนวทางของโพธิสัตว์หรือแนวทางที่จะให้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าคือบารมี ๖ มีทาน ศีล ขันติ วิริยะ ฌาน ปัญญา ให้แก่พระพุทธเจ้าทั้งปวงในตอนที่ยังมิทรงตรัสรู้ ทั้งคอยชี้แนะการบำเพ็ญโดยตลอด พระพุทธเจ้าทั้งปวงจึงทรง สรรเสริญพระมัญชุศรีว่า “มัญชุศรีเป็นผู้ยังให้เราได้ตรัสรู้พระโพธิญาณ ทั้งเป็นคุรุแห่งเราในสมัยนั้น”
               พระมัญชุศรีโพธิสัตว์มีพระมหาปณิธานว่า “หากสรรพสัตว์ใดได้สดับพระนามแล้วจิตใจตั้งมั่นระลึกอยู่แต่พระองค์ หากสรรพสัตว์นั้นมิได้บรรลุถึงปัญญาญาณอันยิ่งใหญ่แล้วไซร้ พระองค์จะมิขอสำเร็จพระโพธิญาณ ฯลฯ” ด้วยความตั้งพระทัยอันยิ่งใหญ่นี้ ทำให้พระองค์ยังให้สรรพสัตว์จำนวนมหาศาลสำเร็จซึ่งพุทธปัญญาอันยิ่งใหญ่แล้ว
               พระปฏิมาหรือภาพวาดของพระองค์ทางจีนและธิเบตจะให้พระองค์ประทับบนพญาราชสีห์สีเขียวอันแสดงถึงการประกาศธรรมหรือการแสดงธรรมที่เปี่ยมด้วยเดชานุภาพ คือพระมหาปัญญาญาณที่ยิ่งใหญ่ปราศจากอุปสรรค และมิมีผู้ใดปราดเปรื่องไปยิ่งกว่า ประดุจการคำรามหรือการบันลือสิงหนาทของพญาราชสีห์ ที่หากคำรามขึ้นคราใดบรรดาสรรพสัตว์น้อยใหญ่ก็ให้ขยาดหวั่นเกรงมิกล้าออกมาต่อกร ความหมายคือพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งปวงทรงประกาศธรรมที่เป็นความจริงแท้ของสรรพสิ่ง คือความทุกข์ของความไม่เที่ยง ยังให้สรรพสัตว์หรือมารเดียรถีร์ที่ยังลุ่มหลงอยู่ตระหนกตกใจและหวั่นเกรงในภัยของวัฏสงสาร เร่งรีบหันกลับมาบำเพ็ญธรรมด้วยความไม่ประมาณ บางแห่งประทับบนดอกบัวก็มี
               บางแห่งจะทรงถือพระขรรค์ที่พระหัตถ์ขวา หมายถึงการตัดบ่วงแห่งวิจิกิจฉาความสงสัยที่ผูกมัดจิตให้ขาดสิ้น พระหัตถ์ซ้ายทรงถือคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาสูตร แสดงถึงศูนยตาความว่างเปล่าแห่งธรรมทั้งปวง บาง แห่งก็ทรงถือคฑาจินดามณี (如意)
       วันคล้ายวันโพธิสัตวสมภพคือ วันที่ ๔ เดือน ๔ จีน

พระสมันตภัทรโพธิสัตว์
(普賢菩薩)



       ๕. พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ (普賢菩薩)
               พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ มีความหมายคือ ผู้เจริญโดยรอบ ผู้ประเสริฐโดยรอบ บ้างก็เรียกว่าพระวัชรสัตว์(金剛薩埵) พระองค์ทรงปรากฎเป็นพระมหาจริยาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าทั้งปวง มักจะปรากฏคู่กับพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ในฐานะหัวหน้าของพระโพธิสัตว์ทั้งปวง ในพระสูตรกล่าวว่าพระองค์ทรงเป็นสภาวะของจักรวาล มีความว่างเปล่าและยิ่งใหญ่ประดุจอากาศ ทรงมีมหาปณิธาน ๑๐ ประการ ที่สาธุชนนิยมสวดสาธยายและยึดถือปฏิบัติดังนี้
       ๑.ขอคารวะนอบน้อมต่อพระพุทธเจ้าทั้งปวง
       ๒.ขอกล่าวสดุดีพระตถาคตเจ้าทั้งปวง
       ๓.ขอถวายสักการะด้วยความยิ่งใหญ่อลังการ
       ๔.ขอขมาสำนึกในความผิดบาปทั้งปวง
       ๕.ขออนุโมทนาในบุญกุศลทั้งปวง
       ๖.ขออาราธนา(พระพุทธเจ้าทั้งปวง)ให้ทรงหมุนเคลื่อนพระธรรมจักร
       ๗.ขออาราธนา(พระพุทธเจ้าทั้งปวง)ให้ทรงดำรงพระชนมชีพอยู่ในโลก
       ๘.ขอศึกษาบำเพ็ญตามพระพุทธองค์
       ๙.ขออนุโลมคล้อยตามสรรพสัตว์
       ๑๐.ขออุทิศซึ่งกุศลบารมีทั้งปวง(แด่สรรพสัตว์และโพธิญาณ)
               ด้วยพระมหาปณิธานทั้ง ๑๐ ประการนี้ สาธุชนมหายานจึงถวายสมญาแด่พระองค์ว่า “มหาจริยาราชาโพธิสัตว์” (大願王菩薩,大行王菩薩) คือพระผู้มีกิจกรรมและการกระทำที่ประเสริฐและยิ่งใหญ่
               พระปฏิมาของพระองค์ประทับบนคชสารเผือก ๖ งา หมายถึงพระโพธิสัตว์เป็นผู้มีพละกำลังมากเหมือนช้างสาร สามารถบรรทุกนำพาสรรพสัตว์ให้ข้ามห้วงทะเลแห่งสังสารวัฏได้คราวละมากๆ และ ๖ งานั้นหมายถึงบารมี ๖ ประการของพระโพธิสัตว์ที่เป็นเครื่องยังให้บรรลุถึงความเป็นพระพุทธเจ้า และช้างเผือกนั้นหมายถึงความเป็นสัตว์ประเสริฐหายากและเป็นสิ่งมงคล ภาพศิลปะโบราณจะวาดคชสารที่ประทับนี้มี ๗ ขา ซึ่งหมายถึงตอนพระพุทธประสูติ ทรงก้าวเดิน ๗ ก้าว แล้วบันลือสิงหนาทอันยิ่งใหญ่ว่า “ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในจักรวาล” ซึ่งถ้าเป็นสัตว์ชนิดอื่นก็มิอาจทำได้เช่นนี้ หรืออาจเปรียบช้างนี้ได้กับมหายานที่สามารถนำพาสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้ทีละมากๆ
               ทางธิเบตให้พระองค์ทรงถือวัชราวุธในพระหัตถ์ขวา และทรงระฆังวัชระที่พระหัตถ์ซ้ายในนามของ “พระวัชรสัตว์” ที่แปลว่า สัตว์ผู้มีความแข็งแกร่งประดุจเพชร ซึ่งภายในสรรพสัตว์ทั้งปวงก็มีความแข็งแกร่งประการนี้อยู่ หรือก็คือพุทธภาวะนั้นเอง
       วันคล้ายวันโพธิสัตวสมภพคือ วันที่ ๒๑ เดือน ๒ จีน

พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์
(觀世音菩薩)


       ๖. พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (觀世音菩薩)
               พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ แปลว่า พระโพธิสัตว์ผู้เพ่งมองด้วยความเป็นอิสระ (觀自在菩 薩) และพระโพธิสัตว์ผู้เพ่งพิจารณาในกระแสเสียงของโลก (觀世音菩薩) หรือที่สาธุชนทั่วไปรู้จักพระองค์ในนามของ “กวนอิม” ผู้เปี่ยมด้วยพระมหาเมตตา พระมหากรุณา (大慈大悲) ในคัมภีร์พระสูตรหลายเล่มกล่าวถึงพระองค์ว่าหากได้สรรเสริญเอ่ยขานพระนามของพระองค์ด้วยความศรัทธาแล้ว ถึงแม้จะตกในหลุมเพลิง หลุมเพลิงจะกลายเปลี่ยนเป็นสายชล หากจมน้ำจะได้พบที่ตื้นเขิน หากพลัดตกจากเขาสูง ก็จะล่องลอยอยู่ในอากาศ ภูติผีปีศาจร้ายมิกล้าแม้แต่จ้องมอง ฯลฯ เป็นต้น นี้แลคือพลานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์อันจักตอบสนองได้ทุกความต้องการของสรรพสัตว์ ยังให้พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์เป็นที่เคารพบูชาของสาธุชนมากที่สุด ผนวกกับเรื่องราวปฏิหาริย์แห่งเมตตาของพระองค์ที่มีบันทึกสืบทอดต่อเนื่องมาแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบันมิได้ขาด ยังให้ทุกครัวเรือนรู้จักและกราบไหว้พระโพธิสัตว์พระองค์นี้ด้วยรูปลักษณะต่างๆ นานัปการ
               แต่เดิมมานั้นพระอวโลกิเตศวรทรงวิภูษณะอาภรณ์แบบมหาบุรุษ ตามแบบอินเดียโบราณ (ชมได้ที่โรงพยาบาลเทียนฟ้า วงเวียนโอเดียน) เมื่อมาถึงประเทศจีนในสมัยราชวงศ์ถังก็ยังคงศิลปะอินเดียแบบเปลือยพระอุระอยู่ แต่พอมายุคหลังคือสมัยราชวงศ์หยวนพระอวโลกิเตศวรจึงเปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นสตรีเพศ เนื่องจากคติความเชื่อในเรื่องขององค์หญิงเมี่ยวซ่าน (妙善) ที่ทรงเคร่งครัดและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามาก ทรงเปี่ยมด้วยเมตตาการุญต่ออาณาประชาราษฎร์ ที่ในสมัยนั้นพระราชบิดาของพระองค์ทรงเป็นทรราชชอบทำศึกสงครามขูดรีดประชาชน ฯลฯ องค์หญิงพระองค์นี้ทรงถือกำเนิดมาเพื่อปลดเปลื้องทุกข์เข็ญของปวงประชาในครั้งนั้น ทรงยังให้พระราชบิดากลับพระทัยได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้รูปปฏิมากรของพระอวโลกิเตศวรเป็นสตรีอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน
               และพระองค์ยังทรงนิรมาณกายได้หลากหลายคือ หากผู้มีจริตสมควรได้รับการโปรดด้วยรูปกายของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกโพธิ พระอรหันตสาวก ท้าวมเหศวร องค์อินทราธิราช ท้าวจตุโลกบาล พุทธบริษัท ๔พราหมณ์ สตรีเพศ เด็กหญิงเด็กชาย หรือจักเป็นเทวดา ยักษ์ นาค อสูร กินนร มโหราค(ภูติชนิดหนึ่งมีร่างเป็นงูใหญ่) ครุฑ มนุษย์และอมนุษย์ทั้งปวง พระอวโลกิเตศวรก็จักอวตารกายเป็นรูปลักษณ์ที่ประเสริฐอลังการกว่าบุคคลนั้นเพื่อสยบทิฐิมานะของผู้นั้นเสียก่อนแล้วจึงเทศนาธรรมโปรดในภายหลัง
               พระปฏิมารูปเคารพของพระอวโลกิเตศวรมีพระหัตถ์ตั้งแต่ ๒ ขึ้นไปจนถึง ๑,๐๐๐ บางแห่งสร้างถึง ๘๔,๐๐๐ พระหัตถ์ก็มี ทั้งยังมีพระเนตรและพระเศียรจำนวนมากมายตามจำนวนดังกล่าวนี้ด้วย เพื่อแสดงให้ เห็นถึงพระมหาเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่ไพศาล สามารถสอดส่องช่วยเหลือสรรพสัตว์ได้อย่างทั่วถึงเป็นต้น
       วันคล้ายวันโพธิสัตวสมภพคือ วันที่ ๑๙ เดือน ๒ จีน
       วันคล้ายวันเสด็จออกผนวชคือ วันที่ ๑๙ เดือน ๙ จีน
       วันคล้ายวันสำเร็จธรรมคือ วันที่ ๑๙ เดือน ๖ จีน

พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์
(地藏王菩薩)


       ๗. พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ (地藏王菩薩)
               พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ แปลว่า พระโพธิสัตว์ผู้เป็นครรภ์แห่งแผ่นดิน หรือเป็นนัยยะว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่ใต้พื้นพิภพ เพราะพระองค์มีมหาปณิธานว่า “ตราบใดที่ยังมีสัตว์หลงเหลือในนรกภูมิแม้เพียงหนึ่งพระองค์จะมิทรงเข้าสู่พระพุทธภูมิ” ซึ่งเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าสัตว์ในนรกนั้นมีจำนวนมากมายกว่าประชากรบนสวรรค์และโลมนุษย์มาก เนื่องจากคนทำชั่วมีมากกว่าคนทำดี ด้วยพระองค์ทรงประกาศมหาปณิธานที่ยิ่งใหญ่และยากยิ่งนักที่จะสำเร็จได้ สาธุชนจึงสดุดีพระองค์ว่า “พระมหาปณิธานโพธิสัตว์” (大願菩薩) และมีพระวจนะหนึ่งของพระองค์ที่เป็นที่ซาบซึ้งประทับใจสรรพสัตว์ทั้งปวงว่า “หากเรามิเข้าสู่นรกภูมิแล้วไซร้ ผู้ใดเล่าจะเป็นผู้เข้านรกภูมิ”
               ตามประวัติพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ทรงวิภูษณะอาภรณ์ประดุจมหาบุรุษ แต่ในสมัยหนึ่งเจ้าชายเมือง “ซินหลอ 新羅國” (ปัจจุบันคือ ประเทศเกาหลี) พระนามว่า “กิมเคียวกัก 金喬覺” ทรงเบื่อหน่ายในโลกียวิสัย แล้วเสด็จออกผนวช ธุดงค์มาถึงประเทศจีนบนภูเขาเก้ายอด(九華山) พร้อมกับสุนัขสีขาวชื่อซ่านทิง (善聽) แล้วสั่งสอนสาธุชอยู่ ณ ที่นั้น จนเมื่อมรณภาพให้ปรากฎมีเปลวเพลิวพวยพุ่งออกจากหลุมพระศพเป็นอัศจรรย์ ทำให้เชื่อว่าพระองค์เป็นนิรมาณกายของพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ลงไปฉุดช่วยสรรพสัตว์ในนรกภูมิ ด้วยเหตุผลนี้เราจึงเห็นพระปฏิมาของพระองค์เป็ภิกษุจีนแต่งกายแบบพระถังซัมจั้ง พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้ขักขระทองคำ พระหัตถ์ขวาทรงดวงแก้วมณี
               มีคติความเชื่อที่มิถูกต้องยิ่งนักที่ว่า “พระกวนอิมโปรดเฉพาะคนเป็น พระตี่จั้งโปรดเฉพาะคนตาย” ทำให้พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์(พระตี่จั้ง) ไม่เป็นที่นิยมกราบไหว้ในครัวเรือน เพราะผู้ไม่รู้เข้าใจว่าจะเป็นการชักนำดวงวิญญาณให้ตามพระองค์เข้ามาในบ้านด้วย โดยที่แท้แล้วเมื่อครั้งพุทธกาลพระพุทธองค์ทรงแสดงอานิสงค์แห่งการบูชาพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ไว้ถึง ๒๘ ประการ คือ ๑.เทพนาคาปกปักษ์รักษาและระลึกถึงอยู่เป็นนิจ ๒.กุศลผลบุญเจริญรุ่งเรืองไพบูลย์ยิ่งๆขึ้นทุกทิวากาล ๓.เป็นการสร้างสมอริยมรรคเป็นสมุฏฐาน ทั้งยังถือเป็นเหตุ ปัจจัยแห่งกุศลกรรม ๔.ไม่ท้อถอยในการบังเกิดโพธิจิต ๕.สมบูรณ์ด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคตลอดกาล ๖.แคล้ว คลาดปราศจากโรคาพยาธิ ๗.รอดพ้นจากอุทกภัย อัคคีภัย ๘.นิราศจากโจรภัยมาเบียดเบียน ๙.เป็นที่เคารพยก ย่องของนรชนทั่วไป ๑๐.เทพารักษ์คุ้มครองอุ้มชูช่วยเหลืออยู่เสมอ ๑๑.สตรีปรารถนากลับเพศเป็นบุรุษได้ ๑๒. เกิดในตระกูลวงศาแห่งกษัตริย์และอำมาตย์ ๑๓.มีรูปอินทรีย์ กายอินทรีย์สมบูรณ์ ๑๔.ได้อุบัติในแดนสวรรค์ ๑๕.ภพหน้าจะได้กำเนิดเป็นพระมหาราชาธิราช ๑๖.สามารถหยั่งรู้ระลึกเหตุการณ์ในอดีตชาติ ๑๗.คิดประสงค์สิ่ง ใดย่อมได้ดั่งปรารถนา ๑๘.ญาติวงศ์และบริวารเสวยแต่ความสุขปราศจากทุกข์ ๑๙.สิ่งอัปมงคลทั้งหลายสูญหายมลายสิ้น ๒๐.ไม่ต้องบังเกิดในทุคติภูมิ ๒๑. หากสัญจรไป ณ แห่งใดย่อมได้รับความสะดวก พ้นจากอุปสรรคทั้งมวล ๒๒.ในยามราตรีย่อมสุบินในทางศุภมงคล ปราศจากนิมิตอันชั่วร้าย ๒๓.บรรพบุรุษและญาติวงศ์ที่ล่วงลับไปแล้วจะได้หลุดพ้นจากทุกขภูมิ ๒๔.กำเนิดในภพหน้าจะเป็นผู้มีวาสนาสูง ๒๕.ได้รับการยกย่องจากพระอริยเจ้าทั้งหลาย ๒๖.มีสติปัญญารอบรู้เป็นเลิศ ๒๗.มีจิตเปี่ยมล้นด้วยเมตตาธรรมธรรมเป็นสมุฏฐาน ๒๘.และจะได้สำเร็จพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่สุด
               ทั้งหมดนี้คือผลที่ได้รับจากกราบไหว้บูชาพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ ซึ่งผู้มีปัญญาทั้งหลายควรจะพิจารณาให้เห็นจริงตามนี้เถิด
       วันคล้ายวันโพธิสัตวสมภพคือ วันที่ ๓๐ เดือน ๗ จีน

พระเมตไตรยโพธิสัตว์
(彌勒菩薩)


       ๘. พระเมตไตรยโพธิสัตว์ (彌勒菩薩)
               พระเมตไตรยโพธิสัตว์ เขียนแบบบาลีว่า พระเมตตรัย ทรงมีหลายพระนาม ทางบาลีเราจะเรียกว่า พระศรีอาริย์บ้าง พระอชิตะบ้าง บางครั้งฝ่ายจีนจะเขียนพระนามของพระองค์ว่า “慈氏” แปลว่าผู้เมตตา หรือ “一生補處” แปลว่า พระผู้มีเอกชาติปฏิพันธ์ หรือพระผู้เกี่ยวข้องกับการเกิดอีกเพียงชาติเดียวก็จักได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง มิต้องหวนกลับมาเวียนว่ายในสังสารวัฏอีก
               สาธุชนเวลากราบไหว้บูชาพระเมตไตรย หรือเวลาทำบุญก็มักจะอธิษฐานให้กุศลที่กระทำนี้เป็นปัจจัยส่งให้ได้พบกับพระศรีอาริย์พุทธเจ้าในอนาคต เมื่อกาลที่สิ้นพระศาสนาของพระศากยมุนีพุทธเจ้าแล้ว ซึ่งแต่เดิมนั้นพระเมตไตรยโพธิสัตว์ทรงแต่งกายแบบลักษณะมหาบุรุษเช่นเดียวกับพระโพธิสัตว์พระองค์อื่นๆ แต่มีประวัติว่า มีพระภิกษุรูปร่างอ้วนท้วนอยู่รูปหนึ่ง ชอบถือถุงย่ามใบใหญ่ติดตัวเสมอ ใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบานตลอดเวลาและชอบพูดปริศนาธรรมในนิกายเซ็นอยู่เสมอ ชื่อว่า“ชี่ฉื่อ 契此” หรือ “เชียง เทง จื้อ 長汀子” ซึ่งสาธุชนเรียกขานท่านว่า “หลวงพ่อย่ามใหญ่ 布袋和尚”ได้ดับขันธ์โดยการนั่งสมาธิที่แท่นหินของอารามงักลิ้มยี่ 岳林寺 ในปีที่ ๓ แห่งรัชสมัยเจงเม้ง (ปี ๑๔๖๐) โดยท่านได้ประพันธ์โศลกไว้บทหนึ่งว่า

                              “เมตไตรยจริงแท้คือเมตไตรย                彌勒眞彌勒
                              “แบ่งกายเป็นร้อยพันโกฏิ                    化身千百億
                              “โปรดสรรพสัตว์มากมาย                    廣度諸衆生
                              “แต่ส่ำสัตว์หารู้จักไม่”                       衆生都不識

               ดังนั้นเมื่อท่านละสังขารไปแล้ว บรรดาพุทธศาสนิกชนจึงสันนิษฐานว่าท่านคือพระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์ อวตารกายมาโปรดสัตว์ยังโลกมนุษย์ จากนั้นมาจึงนิยมสร้างรูปของท่านแทนลักษณะแห่งความสุขความเจริญ และโชคลาภ ปัจจุบันมีข้อเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเมตไตรยโพธิสัตว์ของมหายาน กับพระสังขจายอรหันต์ของเถรวาทอยู่มาก กล่าวคือพระเมตไตรยพุงพลุ้ยนี้เป็นพระภิกษุในประเทศจีนหลังจากพระพุทธเจ้าทรงเสด็จปรินิพพานแล้วกว่า ๑,๔๐๐ ปี แต่พระสังขจายอรหันต์เป็นพระอรหันตสาวกมีชีวิตอยู่ร่วมในสมัยพระพุทธเจ้าก่อนพระเมตไตรยพุงพลุ้งนี้ เพียงแต่พระอริยะเจ้าทั้ง ๒ พระองค์นี้มีรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์เหมือนกันเท่านั้นเอง
       วันคล้ายวันโพธิสัตวสมภพคือ วันที่ ๑ เดือน ๑ จีน
พระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์
(大勢至菩薩)


       ๙. พระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ (大勢至菩薩)
               พระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ คือพระโพธิสัตว์อัครสาวกของพระอมิตาภะพุทธเจ้า เคียงคู่กับพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ พระองค์มีชื่อเรียกในภาษาจีนว่า “ไต่ ซี้ จี(大勢至)หรือ เต็ก ไต่ ซี้(得大勢)บางแห่งเรียก ไต่ ซี จู้(大勢主)” ซึ่งมีความหมายเหมือนกัน อันมีความหมายของพระนามดังนี้ มหา (大)แปลว่า ยิ่งใหญ่,มหาศาล สถามะ(勢) แปลว่า เดชานุภาพ,พละกำลัง ปราปต์(至) แปลว่า เข้าถึงแล้ว,บรรลุแล้ว ดังนั้นพระนามของพระองค์จึงคือ พระโพธิสัตว์ผู้ทรงบรรลุแล้วซึ่งเดชาพละยิ่งใหญ่
               พระมหาสถามปราปต์ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ที่แสดงถึงพระพลาธิคุณของพระพุทธเจ้าทั้งปวง คล้ายกับพระมัญชุศรีที่ทรงเป็นองค์แทนแห่งพระปัญญาธิคุณ พระอวโลกิเตศวรทรงเป็นองค์แทนแห่งพระกรุณาธิคุณพระจุณฑิทรงเป็นองค์แทนแห่งพระบริสุทธิคุณเป็นต้น พระมหาสถามปราปต์จะทรงถือดอกปัทมาในพระหัตถ์บางครั้งจะทรงประณมหัตถ์ไว้ที่พระอุระ บางครั้งจะทรงถึงวัชระ จึงทำให้พระองค์มีอีกพระนามว่า พระวัชรหัตถ์บางแห่งเรียกพระวัชรปาณี(金剛手)ก็มี
               ในพระสุขาวดีวยูหสูตร(無量壽經)กล่าวว่าเมื่อครั้งสมัยที่พระอมิตาภะพุทธเจ้ายังทรงเสวยพระชาติเป็นพระเจ้าจักรพรรดิเมื่อกาลก่อนทรงมีพระโอรส ๑,๐๐๐ พระองค์ มีพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์เป็นพระโอรสองค์โต และมีพระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์เป็นพระโอรสองค์รอง ทั้ง ๓ พระองค์ทรงประกาศมหาปณิธานจะช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้ถึงที่สุด ณ เบื้องพระพักตร์แห่งพระรัตนครรภ์พุทธเจ้า (寶藏佛) ส่งผลให้ทั้ง ๓ พระองค์ทรงเป็นพระโลกนาถเจ้าแห่งสุขาวดีโลกธาตุ และยังทรงเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณาคุณปกแผ่ไพศาลมา เพื่อโปรดสรรพสัตว์ยังโลกทั้งปวงไม่เว้นแม้แต่โลกแห่งความทุกข์ที่นี้ด้วย
               ในพระศูรางคมธารณีสูตร (楞嚴經) กล่าวว่า พระมหาสถามปราปต์กราบทูลต่อพระพุทธเจ้า ถึงปฏิปทาแนวทางปฎิบัติของพระองค์ว่า ในจิตของพระองค์มีแต่น้อมระลึกและเรียกขานแต่พระนามของพระอมิตาภะพุทธเจ้าอยู่ตลอดลมหายใจ และทรงปฏิบัติเช่นนี้มาตลอดนานนับหลายอสงไขยกัลป์ แม้นในปัจจุบันที่พระองค์ทรงได้บรรลุเป็นพระมหาโพธิสัตว์แล้วก็ยังทรงภาวนาถึงพระอมิตาภะอยู่ทุกวาระจิตเช่นเคย ซึ่งพระมหาสถามปราปต์ทรงให้เหตุผลว่า ประดุจบุตรร้องเรียกหาผู้เป็นมารดาตลอด แล้วผู้เป็นมารดาจะทอดทิ้งบุตรผู้นั้นได้อย่างไร (เปรียบเทียบว่าพระพุทธเจ้าทรงรักและเมตตาสรรพสัตว์ทั้งปวงดุจมารดาอาทรต่อบุตร)
               ด้วยอานิสงค์แห่งการระลึกถึงพระคุณแห่งพระอมิตาภะพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้าทั้งปวงนั้น ยิ่งใหญ่ไพศาลปานฉะนี้ ดังนั้นสาธุชนที่ได้ทราบแล้วสมควรปฏิบัติตามแนวทางภาวนาแห่งพระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์เจ้าเถิด
       วันคล้ายวันโพธิสัตวสมภพคือ วันที่ ๑๓ เดือน ๗ จีน

พระเวทโพธิสัตว์
(韋馱菩薩)


       ๑๐. พระเวทโพธิสัตว์ (韋馱菩薩)
               พระเวทโพธิสัตว์ ทรงเป็นหนึ่งในบรรดาเทพธรรมบาล หรือมหาเทพผู้ปกป้องรักษาพระพุทธศาสนาและพระพุทธธรรมจำนวน ๒๔ พระองค์ (二十四諸天) โดยกล่าวว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมีพระองค์หนี่ง ที่กำลังจะได้ตรัสรู้พระสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายคือ องค์ที่ ๑,๐๐๐ของภัทรกัลป์นี้ คือ พระรุจิพุทธเจ้า (樓至佛) พระองค์ก็คือพระสกันธหรือพระขันธกุมารในศาสนาฮินดูพระองค์ทรงมีพลานุภาพมากคอยบำราบมารพระศาสนา หรือผู้ที่ทำให้พระศาสนาเสื่อมเสีย ทั้งคอยบันดาลลาภสักการะให้บังเกิดแก่พระอารามที่ภิกษุสงฆ์ตั้งมั่นในศีลาจารวัตร ให้มีทายกทายิกาเข้ามาอุปถัมภ์อารามให้รุ่งเรือง
               พระปฏิมาของพระองค์ทรงเครื่องวิภูษณะอลังการแบบมหาขุนพล ทรงสุวรรณเกราะ ในพระหัตถ์จะประคองคฑาวัชราวุธบำราบมาร มีทั้งแบบประณมหัตถ์บ้าง ประคองคฑาวุธบ้าง จรดคฑาวุธไว้ที่พื้นดินบ้าง ซึ่งมีความหมายโดยนัยยะต่างกันไป ว่าผู้สัญจรรอนแรมในประเทศจีนโบราณหากจะหาที่ค้างแรมแล้วไซร้ พึงต้องสังเกตเทวรูปของพระเวทะนี้เป็นอันดับแรกว่าหากพระคฑาวุธของพระองค์จรดลงกับพื้นดิน แสดงว่าอารามแห่งนั้นมิอนุญาตให้บุคคลภายนอกพักอาศัยได้ อาจเนื่องจากเหตุผลต่างๆ ของวัตรปฏิบัติหรือข้อบังคับของนิกายนั้นๆแต่หากพระเวทโพธิสัตว์ทรงประคองคฑาวุธไว้ในพระหัตถ์ หรือทรงประณมหัตถ์ก็เป็นนัยยะแสดงว่าสามารถพักค้างแรมได้ โดยทั่วไปแล้วพระปฎิมาของพระองค์จะประดิษฐานอยู่ในอารามอยู่เบื้องซ้ายของพระประธาน แต่บางแห่งจะหันหลังชนกับพระเมตไตรยในวิหารแรกโดยหันพระพักตร์เข้าสู่อาราม
               ซึ่งสาธุชนสมควรกราบไหว้บูชา เพื่อน้อมรำลึกถึงพระเมตตากรุณาคุณของพระองค์ในการที่ทรงช่วยปกป้องพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ (สังเกตจากหนังสือพระสูตร หรือหนังสือสวดมนต์ของมหายานทุกเล่มจะมีรูปของพระเวทโพธิสัตว์สถิตอยู่ด้านท้าย) จะทรงช่วยให้พระเถระผู้ใหญ่ที่มีศีลบริสุทธิ์ผู้เป็นธงธรรมของพระศาสนาให้อายุมั่นขวัญยืน และทรงช่วยคุ้มครองศาสนิกชนผู้ตั้งมั่นในศีลให้ปลอดภัยบำเพ็ญธรรมราบรื่นไร้อุปสรรค ได้บรรลุถึงมรรคผลที่ปรารถนาโดยเร็ว
       วันคล้ายวันโพธิสัตวสมภพคือวันที่ ๓ เดือน ๖ จีน

พระวิหารบาลโพธิสัตว์ หรือ พระสังฆารามโพธิสัตว์
(伽藍菩薩)


       ๑๑. พระวิหารบาลโพธิสัตว์ หรือ พระสังฆารามโพธิสัตว์ (伽藍菩薩)
               พระวิหารบาลโพธิสัตว์ มีความหมายคือ พระโพธิสัตว์ผู้ปกปักษ์รักษาพระวิหารอาราม ตามอารามบางแห่งจะประดิษฐานพระวิหารบาลโพธิสัตว์เคียงคู่กับพระเวทโพธิสัตว์หน้าพระประธาน ซึ่งท่านจะมีพระพักตร์สีเขียวบ้าง ดำบ้าง น้ำตาลบ้าง มีหนวดเคราบ้าง ไม่มีบ้าง ทรงถืออาวุธเป็นง้าว ขวาน ฯลฯ ตามแต่ผู้สร้างจะจินตนาการหรือต้องการ
               เนื่องจากพระวิหารบาลโพธิสัตว์นั้นมีจำนวนมากมายมหาศาล กล่าวคือไม่ว่าเทพเจ้าที่อยู่ประจำพื้นที่นั้นมาก่อนที่จะก่อสร้างอารามหรือหลังจากนั้นก็ดี ครั้นเมื่ออารามได้ก่อตั้งแล้ว เทพเจ้าหรือเจ้าที่ที่เกิดศรัทธาปสาทะ ได้รับพระพุทธบารมีจากการที่มีอารามตั้งอยู่ในพื้นที่ของตน และจากการที่บรรดาพุทธบริษัทสาธยายพุทธมนต์แผ่เมตตาอุทิศให้โดยนิจสิน ทั้งมีการประกอบกิจกุศลบำเพ็ญธรรมในพื้นที่ก็ดี ยังให้บรรดาเทพเจ้าอนุโมทนายินดีและเกิดจิตเมตตาจะปกปักษ์อารามนั้นให้ปลอดภัยจากมารทั้งปวง เราก็บูชาท่านในนามของพระ
               วิหารบาลโพธิสัตว์หรือผู้ที่มีอุปการะคุณต่ออารามตั้งแต่เมื่อคราที่ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อวายชนม์ไปแล้วก็ได้รับการยกย่องเป็นพระวิหารบาลโพธิสัตว์ทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเทพเจ้ากวนอู เป็นต้น ที่เมื่อคราที่พระองค์ทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ ทรงได้อุปถัมภ์บวรพระพุทธศาสนา ค้ำจุนภิกษุสงฆ์ ยังให้พระศาสนาเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก แลเมื่อคราที่พระองค์เสด็จทิวงคตไปแล้ว บรรดาพุทธศาสนิกชนก็พร้อมใจกันยกย่องพระองค์ในฐานะผู้อุปถัมภ์พระศาสนา แล้วสร้างรูปเคารพของพระองค์ไว้ในอาราม เพื่อสวดมนต์ระลึกถึงคุณงามความดีของพระองค์ อันจะสังเกตได้ว่ามีอารามที่จัดสร้างพระวิหารบาลโพธิสัตว์ เป็นเทพเจ้ากวนอูก็มีอยู่มิน้อย
               พระวิหารบาล ชาวพุทธมหายานให้ความยกย่องว่าท่านคือพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งเหมือนกัน เนื่องจากท่านมีจิตตั้งมั่นต่อการปกป้องพระศาสนาและผู้ที่บำเพ็ญธรรมยิ่งนัก อันเป็นปฏิปทาเดียวกันกับพระโพธิสัตว์ทั้งปวง สาธุชนทั้งหลายจึงสมควรกราบไหว้บูชาด้วยสำนึกในพระคุณของพระวิหารบาลทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล.
       วันคล้ายวันโพธิสัตวสมภพคือ วันที่ ๑๓ เดือน ๕ จีน

พระสยามตาราโพธิสัตว์

       ๑๒. พระสยามตาราโพธิสัตว์
               พระสุนทรีวาณีโพธิสัตว์ หรือ พระสยามตาราโพธิสัตว์ (เหล็กโต่วบ้อ) พระรูปของพระองค์ประดิษฐานอยู่บนผนังด้านหลังพระอุโบสถของวัดโพธิ์เย็น พระรูปเป็นประติมากรรมลักษณะนูนต่ำ สร้างด้วยเนื้อโลหะผสมรมดำ ศิลปะแบบธิเบตทรงอยู่ในอิริยาบถท่านั่ง “ ครึ่งท่าแห่งวัชรอาสน์ ” คือ นั่งพับพระบาทซ้าย และยื่นพระบาทขวาลงมา โดยท่านั่งครึ่งท่าวัชรอาสน์นี้ มีความหมายถึงการพร้อมที่จะโปรดสัตว์ และยังหมายถึงการหลุดพ้นจากสังสารวัฎด้วย
               พระสยามตาราโพธิสัตว์เป็นสัมโภคกาย คือ ถือกำเนิดจากองค์พระอมิตาภพุทธเจ้า พระ สยามตาราโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ ๑ ใน ๒๑ ปางจากการแบ่งภาคเป็นหญิงของพระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ เพื่อโปรดสรรพสัตว์ที่อยู่ในทะเลทุกข์อันมากมายสุดประมาณ
               การแบ่งภาคของพระพุทธเจ้าและพระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลายนั้นเป็นไปด้วย ความมเมตตา เมื่อเหล่าสรรพสัตว์ผู้อยู่ในกองทุกข์ยิ่งมีมากเท่าใด พระโพธิสัตว์ทั้งหลายก็ต้องทรงแบ่งภาคออกไปให้มากดุจเดียวกัน เพื่อจะโปรดสรรพสัตว์ได้อย่างทั่วถึงในทุกๆโลกธาตุ นี่คือ น้ำพระทัยอันเป็นวิสุทธิจากเบื้องบน
               การแบ่งภาคของพระอมิตาภพุทธเจ้าออกมาเป็นพระโพธิสัตว์ในแต่ละปางนั้น ล้วนมีความมุ่งหมายที่แตกต่างกันไปในแต่ละปาง เช่น
               - ปางแห่งองค์พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ ทรงมีบารมีธรรมมากในความเมตตากรุณา
               - ปางแห่งพระวัชรปาณีโพธิสัตว์ ทรงมีบารมีธรรมมากในพลังอำนาจ
               - ปางแห่งพระสยามตาราโพธิสัตว์ ทรงมีบารมีธรรมมากในเรื่องปัญญาความเฉลียฉลาด
               พระสยามตาราโพธิสัตว์ ถึงแม้พระองค์จะเป็นสัมโภคกายของพระอมิตาภพุทธเจ้า (ซึ่งพระอมิตาภพุทธเจ้าทรงมีพระวรกายเป็นสีแดง) แต่พระสยามตาราโพธิสัตว์กลับมีพระวรกายเป็นสีเขียว สาเหตุเพราะพระองค์ไปตั้งปณิธานจิตในการช่วยเหลือสรรพชีวิต ต่อหน้าพระพักตร์องค์พระอโมฆสิทธิพุทธเจ้า พระองค์ทรงได้รับประทานคำพรพิเศษและสีเขียวแห่งพระวรกายของพระอโมฆสิทธิ พุทธเจ้ามาด้วยเหตุนี้ พระสยามตาราโพธิสัตว์ พระนามนี้ของพระองค์ถึงแม้จะมีผู้รู้จักไม่กว้างขวาง เหมือนพระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ แต่สาธุชนผู้มีโอกาสได้กราบขอพรจากพระองค์ ต่างล้วนได้รับพระเมตตาตามที่ร้องขอต่อพระองค์ให้ได้สมความปรารถนาโดยถ้วน หน้ากันดุจเดียวกับพระโพธิสัตว์หลายๆพระองค์ที่เปี่ยมด้วยความกรุณาและมี ความห่วงใยในสุข-ทุกข์ของสาธุชนทั้งหลาย

พระสังฆารามปาลโพธิสัตว์

       ๑๓. พระสังฆารามปาลโพธิสัตว์
               พระสังฆารามปาลโพธิสัตว์ เป็นผู้ทำหน้าที่รักษาพระอารามในปัจจุบัน ภาพพระสังฆารามปาลโพธิสัตว์ที่พบเห็นกันอยู่ทั่วไป เป็นภาพของเทพเจ้ากวนอูขุนพลในสมัยสามก๊ก เมื่อยังมีชีวิตอยู่ท่านกวนอูได้ผูกพันอยู่กับพระอาจารย์โพวเจ๋ง ซึ่งท่านเป็นผู้ช่วยชีวิตกวนอูจากการลอบทำร้าย ต่อมาเมื่อกวนอูถูกซุนกวนประมุขง่อก๊กประหารชีวิต วิญญาณได้ไปสำแดงตนแก่พระอาจารย์โพวเจ๋งขอส่วนกุศลและชาวบ้านได้สร้างศาล บูชาคุณธรรมของกวนอู ณ. ภูเขาอั๊วฉวนซัน
               จนถึงสมัยราชวงศ์สุย พระอาจารย์จื้ออี่แห่งนิกายเทียนไท้ได้จาริกไปพำนักยังภูเขาแห่งนี้ คืนหนึ่งวิญญาณกวนอูก็ปรากฏกายขึ้น ได้กล่าวสรรเสริญข้อวัตรปฏิบัติของพระอาจารย์จื้ออี่ พระอาจารย์จึงแสดงธรรมถึงคุณของพระรัตนตรัยและเบญจศีลแก่กวนอู วิญญาณกวนอูจึงสมาทานและรับเป็นธรรมบาลคุ้มครองพระศาสนา หลังจากนั้นเมื่อพระอาจารย์จื้ออี่สร้างวัดสำเร็จได้ให้ศิษย์สร้างศาลกวนอู ขึ้น จึงขนานนามว่า " พระสังฆารามปาลโพธิสัตว์ "

ท้าวจตุโลกบาล

       ๑๔. ท้าวจตุโลกบาล
               ท้าวจตุโลกบาล คือ ท้าวจาตุมหาราช ตามพระสูตรมหายาน กล่าวกันว่าเป็นมหาเทพผู้ดูแลรักษาโลกและพระพุทธศาสนา นิยมสร้างรูปเคารพอยู่ในวิหารด้านหน้าวัดข้างละ ๒ องค์ เชื่อกันว่าพระพุทธองค์ทรงมอบพระธรรมไว้แก่ท้าวมหาราชทั้ง ๔ พระองค์ได้พิทักษ์รักษา ท้าวจตุโลกบาลเป็นผู้คุ้มครองปกป้องพระพุทธศาสนา ประเทศชาติและพุทธบริษัทอีกด้วย ถ้าประเทศชาติใดละเลยหรือหมิ่นดูแคลนพระธรรมก็จะเพิกถอนการพิทักษ์นั้นเสีย หากประเทศชาติและประชาชนตั้งมั่นอยู่ในพระธรรมก็จะอำนวยความสุขสวัสดิ์
               ท้าวจตุโลกบาล มีวิมานสถิตอยู่ ๔ ทิศ เชิงเขาพระสุเมร เรียกว่า สวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา แต่ละองค์มีมหาขุนพล ๘ ตน ขุนพลชั้นรอง ๓๒ ตน และเหล่าบริวารมากมาย บริวารของท้าวจตุโลกบาลมีหน้าที่คอยตรวจตราดูแลทุกข์สุขของประชาโลก และกำจัดปราบปรามเหล่าสัตว์ที่ทำบาปและที่ไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรมอันดีงามพระนามของท้าวจตุโลกบาล มีดังต่อไปนี้ คือ
๑. ท้าวธตรัฐมหาราช (ฉือ กว๋อ เทียน หวัง)

               พระองค์ปกครองทางทิศบูรพา(ตะวันออก)ของภูเขาพระสุเมร เป็นเจ้าแห่งพวกคนธรรพ์ และปีศาจ ตามพุทธประวัติกล่าวว่า ท่านมาดีดพิณสามสายถวายพระพุทธองค์ ขณะบำเพ็ญทุกกรกิริยา พระปฏิมาของพระองค์มีเครื่องทรงแบบขุนพลจีนโบราณสวมเกราะทองและมงกุฎทอง พระหัตถ์ถือพิณ
๒. ท้าววิรุฬหกมหาราช (เจิง ฉาง เทียน หวัง)

               พระองค์ปกครองทางทิศทักษิณ(ใต้)ของภูเขาพระสุเมร เป็นเจ้าแห่งกุมภัณฑ์ และเปรต พระปฏิมาของพระองค์มีเครื่องทรงแบบขุนพลจีนโบราณสวมเกราะทองและมงกุฎทอง พระหัตถ์ถือดาบ
๓. ท้าววิรุณปักษ์มหาราช (กว่าง มุ เทียน หวัง)

               พระองค์ปกครองทางทิศปัจฉิม(ตะวันตก)ของภูเขาพระสุเมร เป็นเจ้าแห่งพวกนาคและปูตนา (ผีจำพวกหนึ่ง) พระปฏิมาของพระองค์มีเครื่องทรงแบบขุนพลจีนโบราณสวมเกราะทองและมงกุฎทอง พระหัตถ์ถือกระบี่และงู
๔. ท้าวเวสสุวรรณมหาราช (โต เหวิน เทียน หวัง)

               พระองค์ปกครองทางทิศอุดร(เหนือ)ของภูเขาพระสุเมร เป็นเจ้าแห่งพวกยักษ์และรากษส พระปฏิมาของพระองค์มีเครื่องทรงแบบขุนพลจีนโบราณสวมเกราะทองและมงกุฎทอง พระหัตถ์ถือสถูปเจดีย์
               การนับถือท้าวจตุโลกบาลนี้ เป็นที่แพร่หลายในระดับชาวบ้านอย่างมาก เพราะเทพทั้ง ๔ องค์นั้น คอยรักษาดินฟ้าอากาศให้เป็นไปโดยราบรื่นตามฤดูกาล เรียกว่า ฮวงเที้ยวโหวสุง ให้มีเครื่องหมายดังนี้ คือ
               - องค์ถือดาบ หมายถึง ลม เพราะเวลาฟันดาบจะเกิดเป็นเสียงลม
               - องค์ถือพิณ หมายถึง ความถูกต้อง เพราะการดีดพิณ เรียกว่า เที้ยว
               - องค์ถือเจดีย์ หมายถึง ฝน ที่ตกต้องตามฤดูกาล
               - องค์ถืองู หมายถึง ความราบรื่น เพราะงูทะเล เรียกว่า สุง

ข้อมูลผิดพลาดประการใดติดต่อผู้จัดทำนะครับ



สำนักสงฆ์สุธรรม (เฮี่ยงจงเจงเสี่ย)
354 หมู่บ้านเศรษฐกิจ ซอย 10 บางแคเหนือ กทม 10160
โทร 02-4211236 Fax 02-4210341
Antispam
Power By พงศ์กรณ์ อุ่นสกุลรัตน์ แสดงผลในเวลา: 0.04 วินาที Admin from เบนซ์